เพื่อไทย เปิดตัว พล.อ.จิรเดช อดีตรองผบ.ทบ.ยุคคมช.เข้าพรรค

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 ตุลลาคม ที่พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยพร้อมคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่และคนสนิทนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมให้การต้อนรับพร้อมแถลงข่าวเปิดตัวพล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผบ.ทบ.ในยุค คมช.และอดีตแม่ทัพภาค 3 เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

นายยงยุทธ กล่าวว่า ช่วง เวลานี้พรรคเพื่อไทยเป็นบ้านที่ลงหลักปักฐานมั่นคง ใครมาอยู่อาศัยก็รู้สึกอบอุ่น มั่นคงและเป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่งไม่ใช่แค่ผู้อยู่อาศัย โดยพรรคเพื่อไทยรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่พล.ท.จิรเดชมาร่วมงาน ทั้งนี้ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยรักชาติ รักสถาบัน ไม่มีใครคิดทรยศต่อชาติแม้ผงธุลีเดียว และยืนยันว่าท่านผู้เข้ามาร่วมงานพรรคเพื่อไทยไม่ใช่ผู้ทรยศต่อชาติ

จากนั้นพล.ท.จิรเดช กล่าวเปิดใจว่า เหตุผลของการเข้าสู่การเมือง เพราะคิดว่า 30 ปีที่รับราชการมานั้นยาวนานพอสมควร ในช่วงที่คนไทยใช้กำลังต่อสู้กันเองเพราะขัดแย้งทางอุดมการณ์ตนก็เริ่มชีวิต ราชการพอดีแต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการให้อภัยกัน และเมื่อทหารเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองก็ได้รู้ได้เห็นหลายครั้ง

จนเมื่อเกษียณอายุราชการได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ฝูง จากพรรคเพื่อไทยหลายคน แต่การพูดคุยกันอยู่เพียงข้างนอกก็ช่วยอะไรไมได้ จึงตัดสินใจเข้าสู่การเมืองเพราะอยากได้ใช้ประสบการณ์เข้ามาช่วยเหลือบ้าน เมือง สำหรับเหตุผลที่เลือกพรรคเพื่อไทย

เนื่องจากมีเพื่อนสนิทและผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในพรรคเพื่อไทยหลายคน และได้สัมผัสว่าประชาชนให้การยอมรับนโยบายและพรรคสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมากขึ้น อีกทั้งญาติพี่น้องของตนส่วนใหญ่ก็อยากให้ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยและจะนำ ความรู้ความสามารถมาทำประโยชน์ให้ดีที่สุด

“การที่ผมเป็นทหารที่อยู่ในเหตุการณ์มาโดยตลอดคงจะเป็นประโยชน์ ผมจะนำความรู้สึกของทหารมาแลกเปลี่ยนสร้างความเข้าใจกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย และจะนำสิ่งที่ได้สัมผัสจากพรรคเพื่อไทยไปพูดคุยกับน้องๆ ทหารที่ยังรับราชการอยู่ให้เขาได้เข้าใจ

เพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างความสมานฉันท์ เรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ผมยืนยันว่าผมมีความจงรักภักดี ชีวิตการทำงานของผมมีภารกิจเกี่ยวกับสถาบันมาโดยตลอด ” พล.ท.จิรเดช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการอยู่ร่วมคณะปฏิวัติและมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อไทยเหมือนกับว่าได้กลับลำ 180 องศา พล.ท.จิรเดช กล่าวว่า ช่วงนั้นตนรับราชการเป็นรองแม่ทัพน้อย ไม่ได้เป็นผู้นำปฏิวัติ เมื่อเป็นข้าราชการทหารก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย

เมื่อถามว่าคำพูดที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษฝากถึงพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีจะกระทบถึงตัวท่านด้วยหรือไม่ พล.ท.จิรเดช กล่าวว่า ถึงแค่ท่าน ไม่ถึงผม เมื่อถามว่าที่บอกว่าต้องการสร้างความเข้าใจระหว่างทหารและพรรคเพื่อไทยนั้น หมายถึงเรื่องใด

พล.ท.จริเดช กล่าวว่า ทหารบางคนก็อาจจะไม่เข้าใจและต้องการคำอธิบาย เพราะบางเรื่องเมื่อได้รับฟังต่อๆกันมาก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตนก็อยากจะเป็นผู้ทำความเข้าใจ  เมื่อถามย้ำว่าทหารมองพรรคเพื่อไทยอย่างไร

พล.ท.จิรเดช นิ่งไปสักพักก่อนตอบว่า บางครั้งก็มองว่าพรรคพื่อไทยเป็นพรรคที่หมิ่นเหม่ต่อบางเรื่อง ซึ่งไม่ได้หมายถึงนโยบายพรรค แต่หมายถึงตัวบุคคลหรือสมาชิกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนก็อยากจะช่วยทำความเข้าใจ

เมื่อถามว่าก่อนตัดสินใจได้ปรึกษาพล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.และแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาก่อนหรือไม่ พล.ท.จริเดช กล่าวว่า ได้พูดคุยสอบถามสารทุกข์ทั่วไปบ้าง ไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องดังกล่าว และยังไม่ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ต่อมาเวลา 10.30 น.คณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทยได้เปิดแถลงเปิดตัวนายวิเชียร รัตนะพีระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมที่ดิน และพล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง อดีตรองผู้บัญชาการภูธรภาค 8 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าเป็นสมาชิกพรรค

ทั้งนี้พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า ตนเป็นคนใต้แต่กำเนิด แต่ไม่ยอมรับการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ดังนั้นจึงเลือกมาสมัครพรรคเพื่อไทยเพื่อทำงานให้บ้านเมือง และยืนยันว่าไม่ได้ทรยศชาติบ้านเมืองแต่รักชาติ โดยเฉพาะตนได้ยึดสภาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอันสูงสุดตลอดไป

อย่างไรก็ตามตนจะเป็นหัวหอกในการทาบทามเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ในสายตำรวจให้เข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย โดยจะใช้งานเลี้ยงเกษียณอายุราชการ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้ ที่ จ.กาญจนบุรี

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์